Author:admin

Locowise เผยตัวเลขเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียเดือนพฤศจิกายน Engagement ต่ำลงทุกตัว

Locowise ได้ทำการเปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียผ่านการศึกษาของทางบริษัท โดยเน้นที่ 3 ตัวหลักได้แก่ Facebook, Twitter และ Instagram โดยผลออกมามีตัวเลขที่ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา บางตัวน้อยที่สุดตั้งแต่ทำการศึกษามาเลยก็มี ตัวเลขเหล่านี้เกิดจากการศึกษาโดย Locowise โดยดู Brand Page, Twitter, Instagram ทั้งหมด 5,000 แบรนด์โดยมีรายละเอียดจากการศึกษาดังนี้   อัตราการเติบโตของผู้กด Like และ Follow Instagram สูงที่สุดอยู่ที่ 0.28% รองลงมา Facebook 0.18% และ Twitter 0.15% Engagement ของ Instagram สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทั้ง 3 ตัว แต่ก็ลงต่ำลงกว่าเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาถึง 18% แถมเมื่อเทียบกับการศึกษาตั้งแต่เดือนเมษายน ตกลงไปถึง 60% Facebook มี Organic Growth,...

Continue Reading

User-Generated Content คืออะไร

Content Marketing กลายเป็นสิ่งที่คนตื่นตัวมากในช่วงนี้ (ทั้งที่จริงน่าจะทำกันมานานแล้ว) ด้วยการที่เนื้อหาสามารถสร้างความสัมพันธ์ให้คนที่อ่านได้ประโยชน์, ติดตามเรา และนำไปสู่การขายได้ การที่แบรนด์นั้นจะสร้างเนื้อหาอยู่แต่เพียงฝ่ายเดียว ก็เหมือนกับการสื่อสารเพียงด้านเดียว รวมไปถึงเนื้อหาที่ตนเตรียมไว้ อาจจะหมดและไอเดียตันได้สักวัน การเปิดพื้นที่ให้กับคนที่ติดตามได้แสดงสิ่งที่เขาสนใจน่าจะเป็นสิ่งที่ดี เลยเป็นที่มาของการมี User-Generated Content User-Generated Content (UGC) พูดง่ายๆ ก็คือ การสร้างเนื้อหาหรือ Content ที่เกิดจากผู้ใช้ หรือผู้ติดตาม มาไว้บนพื้นที่ของแบรนด์หรือที่ใดๆ ก็ตาม โดยเนื้อหาอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแบรนด์หรือไม่ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่ก็เพื่อประโยชน์ของแบรนด์ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยรูปแบบที่ใช้เป็นภาพถ่าย, คลิปวิดีโอ รวมไปถึงการเขียนบล็อกที่พูดถึงแบรนด์ไปด้วย UGC ในสมัยนี้ ทำง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมากด้วยการเติบโตของโซเชียลมีเดียและอุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงมัน จะถ่ายรูป, ถ่ายวิดีโอ ก็สามารถทำได้ด้วยตัวมัน จะมีแต่เขียนบล็อกที่มาให้เขียนบนคอมพิวเตอร์ก็น่าจะสะดวกกว่า การสร้าง User-Generated Content โดยส่วนใหญ่แล้วเบื้องต้นจะเกิดจากการล่าของรางวัลเสียเป็นส่วนมาก นั่นคือการที่แบรนด์จะให้ผู้ใช้งานหรือผู้ติดตามสร้างเนื้อหาจากตัวผู้ใช้งานเองเพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง เช่น ชิงรางวัล, สินค้าทดลองใช้ โดยสิ่งที่แบรนด์จะได้ที่แลกมาด้วยสิ่งของที่ตัวเองมีนั่นคือเสียงสะท้อน และวัตถุดิบในการสร้างเนื้อหาบนช่องทางต่างๆ...

Continue Reading
d

Mindshare เผยข้อมูลปี 2558 ย้ำแบรนด์ต้องปรับตัวเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลและ Multi-screen

ทาง Mindshare บริษัทเอเยนซีเครือข่ายด้านการตลาดและการสื่อสารในประเทศไทย หนึ่งในเครือ WWP Network ได้เปิดบ้านพร้อมเผยข้อมูลที่เกิดขึ้นในปี 2558 พร้อมให้มุมมองต่อการตลาดในปี 2559 ซึ่งเน้นว่าแบรนด์ควรมีการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการสื่อสารการตลาดให้ครอบคลุมและเชื่อมถึงทุกแพล็ตฟอร์ม คุณปัทมวรรณ สถาพร กรรมการผู้จัดการ Mindshare ได้พูดถึงข้อมูลที่มีในปี 2558 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปว่า เป็นปีแห่งความคิด (Wise) และมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเยอะ (Compassionate) ส่วนตัวเลข GDP ที่มีการคาดการณ์เอาไว้เมื่อปลายปี 2557 ว่าปี 2558 น่าจะอยู่ในช่วง 2-4% ถึงเดือนพฤศจิกายน จบที่ 2.9% ตามที่คาดเอาไว้ ความมั่นใจของ consumer เริ่มต้นปีสูงมากจนมาช่วง Q3 ลดลงและตอนนี้เริ่มกลับมาเป็นขาขี่นอีกครั้ง Advertisement Expenditure หรือ ADEX (เม็ดเงินในการลงโฆษณา) ที่มีการคาดการณ์ว่าจะโตอยู่ที่ 4-7% ตัวเลข ณ ตอนนี้อยู่ที่ 4.5   ภาพรวมของดิจิทัลในประเทศไทย (ข้อมูลบางอย่างอาจมีการอัปเดทแล้ว...

Continue Reading

ยังไม่จบ! Facebook พัฒนาระบบ Report ชื่อปลอมเวอร์ชั่นใหม่ เริ่มใช้แล้วในอเมริกา

หลังจากที่ Facebook พยายามบังคับให้ผู้ใช้ทุกคนใช้ชื่อจริง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเสียงบ่นยาวนานนับปี แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Facebook ลดละความพยายามแต่อย่างใด เพราะวันนี้ มีผู้ใช้งานบางรายในอเมริกาสังเกตเห็นว่า Facebook มีระบบรีพอร์ทชื่อปลอมเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด   ระบบนี้จะรวมเครื่องมือที่รองรับการตรวจสอบชื่อเฉพาะที่ไม่ใช่ภาษาตะวันตก และภาษาที่เป็นคำด่า คำข่มขู่ หรือคุกคาม นอกจากนี้ ยังเป็นระบบที่ผ่านการคัดกรองประเด็นเรื่องเพศมาแล้ว ระบบใหม่นี้จะเริ่มใช้ในอเมริกาทันที ส่วนการขยายไปยังประเทศอื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่าฟีดแบ็กของผู้ใช้ในอเมริกาเป็นอย่างไร รายละเอียดเกี่ยวกับระบบนี้ถูกประกาศออกมาเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งตามข้อมูลระบุว่า มันถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองการรีพอร์ทที่ไม่จริง และให้ความสำคัญกับประเด็นทางภาษามากขึ้น โดยทาง Facebook ได้รวบรวมเอาคำติและความคิดเห็นของผู้ใช้งานมาเป็นพื้นฐานในการสร้างระบบนี้ เห็นข่าวนี้ก็เตรียมเปลี่ยนชื่อให้เป็นชื่อจริงกันอีกรอบนะ...

Continue Reading

The Great Digital Marketing Trends of 2016 – จับตาเทรนด์ใหม่ในโลกดิจิทัลปี 2559

หลายปีมานี้ การทำการตลาดด้านดิจิทัลมีความสำคัญเพิ่มขึ้น ด้วย Search Algorithms เองก็ถูกพัฒนาให้สามารถรองรับซับซ้อนยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของโลกอันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่ตามมา ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โลกดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญ เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผลสถิติระบุว่าในปี 2557 มีจำนวนผู้ใช้งานบนโทรศัพท์มือถือมากกว่าผู้ใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์แล้ว รวมทั้งยังคาดการณ์กันว่าจำนวนผู้ใช้จะเพิ่มสูงขึ้นอีกเท่าตัวในปี 2559 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ เห็นได้ชัดว่าหลาย ๆ สิ่งในโลกดิจิทัลกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง ดังนั้น แบรนด์และธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมการใช้ รวมถึงกลุ่มเป้าหมายก็ย่อมเปลี่ยนไปเช่นกัน The Content King Remains King – ราชา อย่างไรก็ยังคงเป็นราชา Content Marketing จะยังคงมีบทบาทสำคัญในปี 2559 การทำ Customized Content ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นการเขียนคอนเทนต์โดยใช้สำนวนและถ้อยคำให้เข้ากับกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มนั้น ๆ วิธีนี้ช่วยให้แบรนด์มีความเป็นมนุษย์ มีชีวิตชีวามากขึ้น หรือพูดอีกอย่างก็คือ...

Continue Reading

Facebook เผยข้อมูล ผู้หญิงไทย ว่าทำอะไรกันบ้าง

ผลการศึกษาล่าสุด โดย The Social Network today ซึ่ง Facebook IQ Insights blog เป็นผู้เผยแพร่ ได้ทำการศึกษาบทบาทของ Facebook ที่มีต่อผู้หญิงไทยในแต่ละช่วงอายุ ในรูปแบบอินโฟกราฟฟิค ซึ่งนำเสนอข้อมูลอันมีค่าว่ามากสำหรับนักการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องทำการตลาดกับผู้หญิงไทย ซึ่งในบทความนี้นอกจากจะลงภาพอินโฟกราฟฟิคแล้ว ยังได้สรุปโดยย่อพฤติกรรมในแต่ละช่วงอายุของผู้หญิงไทยไว้ด้วย เพราะแต่ละวัยนั้นก็มีพฤติกรรในการใช้ Facebook ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ลองมาดูสิว่าการศึกษาเก็บข้อมูลที่ทำโดยต่างชาตินั้น ตรงหรือแม่นยำมากน้อยแค่ไหน เป็นดังเช่นที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวันหรือไม่นะคะ ME TIME Yong Professionals เป็นช่วงหนุ่มสาววัยทำงาน ที่ให้ความสนใจชีวิตบนโซเชียลฯ พร้อมไปกับการพัฒนาตนเอง โดยมี Facebook เป็นตัวช่วยในการติดต่อกับผู้คน เช่น เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย เพื่อนมัธยม เป็นต้น และยังเป็นพื้นที่ไว้แสดงความคิดเห็นแดงออกถึงความสัมพันธ์สุดโรแมนติก หรือโชว์เรื่องราวของงานใหม่ตำแหน่งใหม่ 56% โพสต์รูปสถานที่ที่ไป 38% โพสต์รูปสถานที่ทำงาน หรือวันทำงาน NESTING TIME New...

Continue Reading

Facebook ปรับปรุง News Feed กรณีเน็ตแย่ – แสดงโพสต์ที่โหลดมาแล้ว, คอมเมนต์ออฟไลน์

Facebook ปรับปรุงการแสดงผล News Feed ในกรณีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำ เช่น เครือข่าย 2G และ สถานที่ที่อินเทอร์เน็ตมีปัญหาอย่างรถไฟใต้ดินหรือสถานที่คนเยอะๆ แย่งกันใช้เน็ต การเปลี่ยนแปลงมี 2 ส่วนดังนี้ ในกรณีที่โหลด News Feed ใหม่ไม่ได้ แอพจะดึงข้อมูล News Feed เก่าที่เคยโหลดมาแล้ว แต่เรายังไม่ได้อ่านมาให้ดูแทน สามารถคอมเมนต์แบบออฟไลน์ได้แล้ว เมื่ออินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้ แอพ Facebook จะนำคอมเมนต์นั้นไปโพสต์ให้เองอัตโนมัติ ...

Continue Reading

เขียนช่วงไหนได้งานแจ่มที่สุดตามหลักวิทยาศาสตร์

นักเขียนออนไลน์หลายคนดูจะตามหาไม่เจอว่าตัวเองเหมาะกับเขียนช่วงเวลาไหนมากที่สุด ช่วงเวลาที่ไอเดียพรั่งพรูและสามารถเขียนเรื่องราวทุกอย่างได้จับใจคนอ่านโดยธรรมชาติ ถ้าเดาไม่ผิด ช่วงเวลาที่คุณสามารถเขียนงานได้ไม่มีสะดุดมีน้อยมากเลยใช่ไหมล่ะ Infographic ใหม่จาก QuickSprout หวังจะช่วยเหลือคุณให้ได้ประโยชน์จากเวลาอันมีค่ามากที่สุดผ่านการทดลองแบบเป็นวิทยาศาสตร์ เราหลายคนอาจแบ่งแยกประเภทว่าตัวเองเป็นพวกมนุษย์กลางวันหรือนกเค้าแมวกลางคืน แต่อันที่จริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ มากมายเช่น ระดับโดพามีน (สารที่ควบคุมความรู้สึกสุขและได้รับรางวัล) เราถูกดึงดูดความสนใจได้ง่ายแค่ไหน ทั้งหมดนี้มีผลต่อความสามารถในการสร้างสรรค์งานด้วยเช่นกัน คุณจะมีระดับความสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมหากมีระดับโดพามีนสูงและความสนใจที่สูง นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนจึงมีไอเดียพุ่งกระฉูดขณะออกกำลังกายเช่นวิ่ง หรือขับรถ ลองสำรวจ infographic ข้างล่างดูสิ เผื่อจะมีข้อมูลที่มีประโยชน์กับคุณบ้าง สรุปสาระสำคัญ ข้อดีของการเขียนตอนเช้า - เรามีความพยายามมากที่สุดตอนตื่นนอน และจะลดหายไปอย่างมากตอนบ่าย - เราจะมีพลังสร้างสรรค์มากมายตอนเช้า แต่มันก็จะไม่ทำงานได้ดีเท่าไหรหากไม่มีการออกกำลังกายเลยนะ - เขียนจนเป็นนิสัย และเนื่องจากเรามีพลังตอนเช้าดังนั้นเขียนเสียตอนเช้าให้เป็นนิสัย ข้อดีของการเขียนตอนกลางคืน - มีการรบกวนน้อย หลังจากที่คุณเลิกงานมาเหนื่อยๆ - คุณจะไม่รีบเร่ง เพราะคุณไม่ต้องกลัวไปทำงานสาย คุณจะเขียนได้อย่างผ่อนคลาย - ลองทบทวนประสบการณ์ในวันนั้น และหยิบมันมาเป็นงานเขียนชิ้นเยี่ยมสิ ...

Continue Reading

กูเกิ้ลเผย 4 สิ่งที่จะเปลี่ยนอนาคตของการเสิร์ช

ผู้อำนวยการด้านนวัตกรรมการเสิร์ชของกูเกิ้ลประจำห้องปฏิบัติการในซูริคได้เผยในการสัมมนา Futurapolis ณ เมืองตูรูส ประเทศฝรั่งเศส ว่าปัจจุบันการค้นหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่กระทำผ่านโมบาย และด้วยความสามารถในการระบุรูปภาพอัตโนมัติของกูเกิ้ลคลาวด์ ทำให้การค้นหารูปภาพผ่านเสิร์ชเอ็นจินทรงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การเสิร์ชของกูเกิ้ลยังเข้ามาค้นหาข้อมูลในแอพพลิเคชั่นในเครื่องของผู้เสิร์ชเพื่อค้นหาคำตอบ พร้อมสามารถเปิดแอพขึ้นมาเพื่อข้อมูลคำตอบที่ดีที่สุดอีกด้วย Behzadi เผย พัฒนาการที่เกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายหลักที่ยิ่งใหญ่กว่าการเสิร์ช "อนาคตของการเสิร์ชคือการสร้างผู้ช่วยส่วนตัวที่แท้จริง" เขากล่าว และเพื่อเป้าหมายดังกล่าว 4 สิ่งต่อไปนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดดในโลกของการเสิร์ช เสียง การวิเคราะห์ธรรมชาติของภาษาของกูเกิ้ลนั้นมีพัฒนาการอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เมื่อสองปีก่อน อัตราความผิดพลาดในการค้นหาข้อมูลด้วยภาษาพูดผ่านกูเกิ้ลอยู่ที่ 1 ใน 4 แต่ในปัจจุบันอัตราความผิดพลาดดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 1 ใน 16 ซึ่งนั่นกระตุ้นให้การเสิร์ชด้วยเสียงพัฒนาไปถึงขั้นที่ใกล้เคียงกับการพูดคุยกับมนุษย์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นอาจไม่ล้ำหน้าถึงขนาดภาพยนตร์เรื่อง Her แต่ Behzadi กล่าวว่าการโต้ตอบไปมาระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์อาจไม่ใช่เรื่องของโลกอนาคตอันไกลโพ้นอย่างที่เราคิด บริบท ระบบการค้นหาของกูเกิ้ลนั้นพยายามเชื่อมโยงการเสิร์ชหลายๆ ครั้งของเราเพื่อที่เข้าใจสิ่งที่เราต้องการค้นหามากขึ้นเรื่อยๆ เช่น หากเราค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด "ปราสาท" คุณก็จะได้ผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับปราสาทจำนวนมากมายมาจากทั่วโลก แต่หากคุณค้นหาเกี่ยวกับ "ลอนดอน" ก่อน แล้วจึงมาค้นหาคำว่า "ปราสาท" ระบบจะจำได้ว่าคุณค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับลอนดอน ผลการค้นหาปราสาทในครั้งหลังจึงจะแสดงผลแคบลงโดยแสดงปราสาทในลอนดอนก่อน และสำหรับสมาร์ตโฟนในระบบแอนดรอยด์ หากคุณกำลังอ่านโพสต์ในเฟซบุค แล้วกดปุ่มโฮมค้างไว้พร้อมใช้การค้นหาด้วยเสียง กูเกิ้ลจะสแกนเนื้อหาในหน้าแอพที่เราเปิดอยู่...

Continue Reading

6 กฏเหล็กในการใช้อวัจนภาษาระหว่างการพรีเซนต์

ผลวิจัยจาก 99u ระบุว่าผู้ชมนั้นจะรู้สึกว่าพรีเซนเตอร์ที่แสดงอวัจนะภาษามีแนวโน้มน่าเชื่อถือและมีความสามารถมากกว่าคนที่ไม่แสดงท่าทางทางมือเลย นอกจากนั้น ผลวิเคราะห์จาก The Washington Post ก็ยังสนับสนุนความเชื่อนี้ด้วยตัวอย่างจาก TED Talks ซึ่งระบุว่าแม้โดยทั่วไปแล้วคลิปวีดีโอของ TED Talks จะมียอดชมประมาณ 1.24 แสนครั้งและพรีเซนเตอร์แสดงท่าทาง 272 ครั้ง แต่คนที่มียอดวิวสูงที่สุดคือ 7.4 ล้านวิวกลับแสดงท่าทางภายในคลิปถึง 465 ครั้ง ถ้าเช่นนั้นแล้วจะรีรออะไร ลองมาศึกษาว่าคุณจะสามารถแสดงอวัจนะภาษาอย่างไรให้ได้ผลที่สุดกันดีกว่า 1.เป็นธรรมชาติ อย่าฝืนทำท่าทางที่ไม่ใช่ตัวเองแต่ให้ฝึกฝนเพื่อหาท่าทางใหม่ๆ ที่เข้ากับตัวเอง ลองฝึกฝนท่าทางเหล่านั้นหน้ากระจกหรือให้คนอื่นดูสัก 7 ครั้งก่อนจะลองทำจริง หากท่าทางของคุณดูล้นเกินไปบางครั้งมันจะทำให้ผู้ฟังไม่สนใจเนื้อหาที่คุณพูดแทน 2.แสดงตัวเลข การแสดงตัวเลขด้วยมือนั้นเป็นทางง่ายมากที่จะทำให้ผู้ฟังตามคุณทัน หากคุณจะแสดงไอเดีย 3 ข้อก็ชูนิ้ว 3 ออกไปเลยครับ 3.ผายมือออก การผายมือออกแสดงถึงความเป็นมิตร ในการศึกษาพบว่านักพูดที่ผายมือออกจะมีโอกาสสื่อสารสำเร็จมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับนักพูดที่คว่ำมืออยู่ตลอด 4.อยู่ใน strike zone Strike zone ที่ว่านี้อยู่ระหว่างเอวขึ้นไปจนถึงไม่เกินไหล่ ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คุณสามารถสื่อสารกับผู้ฟังได้ทรงประสิทธิภาพที่สุดและไม่ทำให้เขาถูกดันด้วยภาษามือ 5. อย่าชี้นิ้ว การชี้นิ้วเป็นการสื่อสารอารมณ์ฉุนเฉียวและทำให้ผู้ฟังไม่สบายใจ หากคุณจะชี้ให้ใช้การผายมือหรือการยักคิ้วให้มัน หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ...

Continue Reading